Friday, April 6

Information Pitfall

หรือว่าเราจะติดกับ ...
เทคโนโลยี ทำให้เราติดกับ ที่จำเป็นต้องใช้อยู่ตลอด ผมมานั่งๆ คิดว่ามีช่วงเวลาไหนบ้างใน แต่ละวัน ที่เราไม่ใช้เทคโนโลยี เลย สำหรับผมเองที่ขาดไม่ได้ก็คือ กระแสไฟฟ้า และ Communication Technology ไม่ว่าเป็น อินเตอร์เน็ต , มือถือ , ทีวี ลำดับความสำคัญจากมากไปน้อย และอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง คำตอบคือว่า ช่วงเวลานอนเท่านั้นที่ไม่ได้ใช้ นอกจากนั้นจำเป็นที่ต้องใช้หมด


วันนี้ก็เช่นกัน ผมอยากฟังเพลง ของ Henry Mancini โดยเฉพาะ อยากฟังทำนอง Jazz แบบนักย่องเบา อย่างเพลง Pink Panther (เสือสีชมพู) พบ ใน google video ค้นหาข้อมูลก็พบว่าส่วนใหญ่ เกือบ 100% เป็น clip video เพลงจาก Youtube เว็บแชร์ clip video ที่ทาง google ได้ Take over ไปเมื่อปีที่แล้วนั้นเอง แต่เมื่อคลิกเข้าไปสำรวจใน Youtube วันนี้พบว่าเข้าไม่ได้ ผมจึงไม่สามารถฟังเพลงตามที่ต้องการได้ เช่นกัน ด้วยความพยายามสูงขึ้น ก็ค้นหา Clip Video เพลง Pink Panther แบบทำนอง Jazz นี้ต่อไปจากแหล่งเว็บไซด์อื่น และก็พบว่ามีที่ Metacafe แต่เมื่อค้นหาชื่อ Henry Mancini ใน Metacfe แล้วไม่พบข้อมูลอย่างที่ต้องการ ผมจึงย้อนกลับไป ดูว่าทำไม ตอนนี้ Youtube ถึงเข้าไม่ได้ ก็พบว่า กระทรวง ICT ประเทศไทย ได้ทำการปิด domain / IP ของเว็บ Youtube ไป และยังไม่ได้ประกาศเหตุผลที่ปิดนั้นอย่างเป็นทางการ (http://w3.mict.go.th/) แต่พอทราบได้จาก สื่อในอินเตอร์เน็ต ว่า พบ clip video ที่ไม่สมควรและดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ของเรา ตามข่าวได้ที่ http://www.blognone.com/node/4359
ทำให้หลาย blog และหลาย ๆ web ที่มี clip video youtube ในเรื่องอื่นๆ ที่มีสาระ , บันเทิง และไม่ส่งผลกระทบกับสังคม ก็พลอยเข้าไม่ได้ด้วย เข้าใจว่าคงเป็นการแก้ไขปัญหาระยะสั้นของกระทรวง ICT ประเทศไทย นะครับ หากเป็นแก้ไขปัญหาเช่นนี้ตลอดผมเกรงว่าจะไม่เหมาะสมกับการค้นคว้าหาข้อมูลนัก
สื่อเสรี อย่างอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะ เสรี ทั้งความคิด การแสดงออก ทุกการกระทำทางข้อมูล บนโลกอินเตอร์เน็ต การหาเส้นทางเดินของข้อมูลได้หมด หากทุกระบบใช้มาตรฐานด้านความปลอดภัยข้อมูล เป็นเกณฑ์ในการทำงาน จะสะดวกในสืบค้น เพื่อหาที่มาที่ไปเป็นอันมาก
แต่ในความเป็นจริง เทคโนโลยีเจริญเร็วเกินไป และยังมีความขาดความเข้าใจถึงเทคโนโลยีที่ใช้ รวมถึง มีนิสัยมักง่ายไปหน่อย จึงทำให้การสืบหา สาเหตุต่างๆ บนโลกอินเตอร์เน็ตทำได้ยากขึ้น ไม่ว่าเป็น การเก็บ Log , การระบุตัวตน และการเฝ้าระวังภัยทางเครือข่าย ประเทศไทยไม่ได้ทำเลย เนื่องจากยังไม่มีกฏหมายระบุให้ทำ ผมเชื่อว่าเว็บ Youtube มี Log และบันทึก IP ในการ upload clip video และผมก็เชื่อว่าคนที่ upload clip ที่ไม่เหมาะสมคงใช้เทคนิคการพรางตัวอยู่ ถึงแม้จะใช้ anonymity network ใดๆ ก็ตามทำการ upload clip ก็ต้องใช้ความสามารถตามหาต่อไป โดยมีปัจจัยสำคัญคือ กฎหมายอิเล็คทรอนิคส์ ที่ยังไม่ประกาศใช้ในประเทศไทย และ การพิจารณากฎหมายอิเล็คทรอนิคส์ในต่างประเทศ ในประเทศนั้นๆ ที่เส้นทางการเคลื่อนไหว ข้อมูลที่มีปัญหา ได้ผ่านพรมแดนประเทศไทยไป ยังที่อื่น เป็นต้น สงสัยต้องไปอ่านปัญหาภัยคุกคามปี 2007 ที่ผมเขียนไว้ตอนปลายปีเสียแล้ว ปัญหาที่เจอตอนนี้คือ การควบคุมสื่อชนิด Social Networking http://nontawattalk.blogspot.com/2006/12/7-2007-1.html
หากคิดเล่นๆ ไม่ว่าเป็นเว็บ อย่าง google , yahoo , wikipedia , digg , flickr , microsoft live หรือ Camfrog พวกนี้เป็น social networking ที่ใครก็ได้สามารถมีส่วนร่วมกับการแสดงข้อมูล ทำการ post ข้อมูล แสดงความคิดเห็น กลายเป็นเนื้อหาในเว็บนั้นๆ หากเว็บดังกล่าวมีการกระทำเหมือน youtube ที่เป็นอยู่ คำถามคือ ทางกระทรวง ICT จะต้องทำการ block domain ดังกล่าวหรือไม่ ? และ block ทั้งหมดผลกระทบ คือการปิดกั้นการค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตไปโดยปริยาย
ในความจริงเราสามารถกรองที่ เนื้อหาได้และทางทีมงานเราได้ทำการกรองเนื้อหาการเล่น Camfrog มาแล้ว http://www.sran.net/Camfrog_Analysis เราไม่พยายาม block ทั้ง domain แต่เป็นการ block ที่ content ผ่านทาง Network มากกว่า แต่การจะทำแบบนี้ได้ ต้องได้รับความร่วมมือจากกระทรวง ICT ยอมรับเทคโนโลยีการตรวจจับครั้งนี้ และที่สำคัญต้องผู้ดูแล โดยตั้งหน่วยงาน เหมือนกับ กบว. (คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์) และมีทีมงาน ที่สามารถปรับแต่งโปรแกรมเพื่อใช้ในการตรวจจับเนื้อหา หรือเรียกว่า การเขียน signature บนระบบตรวจจับ Intrusion Detection System นั้นเอง จะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการกรองข้อมูลก่อนไปยังต่างประเทศ และข้อมูลที่กำลังเข้าสู่ประเทศ พูดง่ายๆว่าเราต้องทำ Thailand Information Content Gateway ประเทศไทย ให้เหมือนสนามบิน ต้องมีการตรวจตราเสียก่อน ไม่ใช่ทำการ Block ทั้งหมดแบบนี้ หากจะทำ Information Content Gateway เพื่อทำการกรองข้อมูลจริงๆ ลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาท หากใช้ของไทย นะ แต่หากใช้เทคโนโลยีต่างประเทศ จะเกินได้ เพราะค่าปรับแต่ง signature นี้แหละ เนื่องจาก content มีความหลากหลายไม่นิ่ง

ผมถือว่าตอนนี้ กระทรวง ICT แก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุมาก และไม่สามารถป้องกันความอยากรู้ของ user (ผู้ใช้งานได้) เนื่องจากมีวิธีการหลบเลี่ยงเส้นทางเพื่อเข้าดู Website ดังกล่าวได้อยู่ดี การ block domain จึงไม่มีประโยชน์เลย

สรุปวิธีแก้ไขปัญหา
1. ต้องมีหน่วยงานตรวจเนื้อหาทางสื่ออินเตอร์เน็ต เช่นเดียวกับ กบว.
2. ต้องมีเทคโนโลยีตรวจจับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ทั้งผ่านทาง HTTP (Web) , SMTP (Mail) , IM (msn , camfrog , yahoo, Gtalk etc) , P2P เป็นต้น โดยขอความร่วมมือกับทาง ISP ทั้งหมดในประเทศ เพื่อติดตั้งระบบนี้ ที่เรียกว่า Thailand Information Content Gateway ที่เป็นการกรองข้อมูล ทั้งเข้าสู่ประเทศไทย และข้อมูลที่ออกจากประเทศไทย (ข้อมูลในที่นี้ เราไม่ตรวจเพียง Layer 3 แต่จะตรวจทั้ง Layer 2 - 7 ถึง application data) เปรียบเสมือน สนามบิน ที่ต่างประเทศจะเข้าสู่ประเทศไทยได้ต้องผ่านจุดนี้ , และประเทศไทยจะไปสู่ต่างประเทศได้ ต้องผ่านจุดนี้ เป็นต้น
ในส่วนนี้เป็นส่วนยากในการสร้างระบบนี้ทำงานได้จริง ต้องอาศัย ความรู้ Grid Computer เพื่อใช้การประมวลผลขั้นสูงข้าม ISP รวมกับเทคโนโลยี Computer Cluster บน ISP เดียวกันเพื่อทำเพิ่มความเร็วในการประมวลผล จากเทคโนโลยีการตรวจจับ ที่เป็นระบบ IDS/IPS ที่ไม่ใช่การสร้างเพียง Proxy เพราะการสร้าง Proxy จะได้เพียง Protocol HTTP ได้เป็นอย่างเก่ง ถึงแม้อาจติดปัญหาในการแกะข้อมูลที่เข้ารหัสไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นการเฝ้าระวังความผิดปกติได้อย่างหนึ่ง โดยประโยชน์จะอยู่ที่ผู้มีหน้าที่สืบค้นหาข้อมูล ทางอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ในประเทศไทย ตัวอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม ได้แก่ Internet Storm Center
3. มีทีมงานปรับแต่ง Signature เพื่อรองรับข้อมูลที่ไม่เหมาะสมตามสมัย
4. ตั้งศูนย์เตือนภัยทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เพื่อเฝ้าระวังภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น จากการใช้งานอินเตอร์เน็ต โดยมีคนไทยเป็นผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่ให้ต่างประเทศมาทำงานแทนเรา เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยในอนาคตอันใกล้
ซึ่งมีรูปแบบการออกแบบใกล้เคียงกับบทความนี้ http://www.sran.net/210350
หรือ http://nontawattalk.blogspot.com/2007/03/sran-in-soc.html

ผมมีประเด็นชวนคิด
ผมเชื่อว่าผู้ใช้อินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ จะค้นหาข้อมูลจาก google
ผมเชื่อว่า ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่ เวลาตรวจ check mail เราก็จะใช้ hotmail , yahoo และ gmail
ผมเชื่อว่าเกินครึ่ง user ที่ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows
ผมเชื่อว่าเกินครึ่งที่ต้องการชม clip video ก็ต้องเลือกชมจาก Youtube
ก็เพราะติดกับดักเทคโนโลยี นั่นสิ โดยเฉพาะเทคโนโลยีข้อมูลสารสนเทศ มันโตเร็วเกินไป โตเร็วก่อนที่มีกฏระเบียบควบคุม แต่นี้มักมีปัญหาแล้วค่อยหาวิธีแก้ไข ถึงแม้จะเป็นเรื่องปกติที่เกิดปัญหาแล้วค่อยเขียนกฏระเบียบเพื่อการป้องกัน แต่หากเราเดาเหตุการณ์ได้ และเป็นักพยาการณ์ไว้ก่อน ปัญหาเหล่านั้นจะแก้ไขได้ถูกต้อง และไม่ปานปลาย สิ่งที่เป็นอยู่วันนี้ มันเป็นปัญหา ที่พันกันเป็นปม ที่ยากในแก่การปลดปมปัญหา หวังเพียงว่าอีกหน่อยมันคงดีขึ้น พวกนี้แก้ได้โดย สร้างระบบ เพื่อจัดระเบียบ มาควบคุมการใช้งานข้อมูลสารสนเทศให้ได้

แต่ที่ผมเป็นห่วง คือ การติดกับดัก สื่อสารข้อมูล ทาง ทุนนิยม มากกว่า วันนี้เราเข้า youtube ไม่ได้ คือเข้าไม่ได้ มาตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2550 แล้วล่ะ บางคนเริ่มลงแดง แล้ว ออกอาการที่ไม่ปกติ
อีกวัน เราเข้า google ไม่ได้ หรือเข้า wikipedia ไม่ได้
หรือใช้ Microsoft Windows ไม่ได้
ด้วยเหตุผลเดียวกันกับ youtube หรืออื่นๆ ลองคิดดูสิว่าผู้ใช้งาน อินเตอร์เน็ตคนไทย จะเป็นเช่นไร
ก็เพราะประเทศของเราไม่มีอะไรเป็นของตนเองด้านเทคโนโลยี เลยนะสิ ต้องตามเขาตลอด ในอนาคตเข้าให้เราติด ติดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พอติดกับแล้ว ถึงเวลา ที่เจ้าของเทคโนโลยี (ต่างชาติ) ต้องบอกหันซ้าย เราก็ต้องหันซ้าย บอกหันขวา เราก็ต้องหันขวา บอกหยุดเราต้องหยุด เป็นอย่างนั้นหรือไม่ ?
ข้อมูลสารสนเทศ จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และโดยเฉพาะความมั่นคงของชาติ อาจกลายเป็นสงครามพันธ์ใหม่ (information Warfare) โดยการล่าอาณานิคมทางข้อมูลสารสนเทศแทน เราควรจะเริ่มพัฒนาองค์ความรู้ คนในชาติ ให้รู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างไม่เป็นทาสให้ต่างประเทศมากเกินไปนัก เชื่อต่างชาติได้ ค้นหาความรู้ จากต่างประเทศได้ แต่นำความรู้ บวกเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของเขา มาประยุกต์ใช้ อย่าได้ใช้ทั้งหมด และอย่าได้หลงไหลไปกับเขาทั้งหมด อย่าเห้อไปกับเขา อย่าให้ครอบงำชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชาติไทยได้ ก็เพียงพอแล้ว ..
นั่นหมายถึง เราต้องพยายามสร้างภูมิต้านทานด้านความรู้ สร้างคนในชาติ ให้รู้จักรักชาติไทย มากขึ้นนั้นเอง
อ่านเพิ่มเติมที่ บทความเก่าที่เคยเขียนไว้
ทำอย่างไร IT ไทยถึงจะก้าวหน้า

สุดท้ายขอประนามกลุ่มคนที่ไม่หวังดี ทำการหมิ่นสถาบัน ทั้ง 3 ของประเทศ ชาติ พระมหากษัตริย์ และ ศาสนา ไว้ในที่ด้วยครับ

Nontawattana Saraman
(06/04/50)

0 comments:

Web Identity