Wednesday, December 30

ที่ไหนมี Link ที่นั้นมี Bot

นี้เป็นอีกบทความหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าไม่มีความเป็นส่วนตัวในโลกอินเตอร์เน็ต
ผมได้ทดลองด้วยตัวเองว่า URL เว็บหนึ่งที่ทำการโพสลงในเว็บไซต์ต่างๆ นั้นจะเกิดอะไรขึ้น ? หลังจากที่เราโพสข้อความเหล่านั้นไป และทำไมผมถึงบอกว่าไม่มีความเป็นส่วนตัวบนโลกอินเตอร์เน็ตนั้น จะเป็นจริงหรือไม่
เรามาลองพิสูจน์ให้เห็นจริงจากการทดลองนี้

step 1 : สร้าง short URL โดยไปที่ http://sran.org ที่เลือกใช้บริการ short URL ของ sran.org ก็เพราะเป็นระบบที่เราสามารถควบคุมการใช้งานได้เองทั้งหมด (เขียนขึ้นจากทีมงาน SRAN Dev) จึงทำให้เรานำมาใช้ในการทดสอบครั้งนี้เพื่อพิจารณาจากข้อสมมุติฐานที่ว่าที่ไหนมี Link ที่นั้นมี bot ได้
โดยเราได้นำ URL http://www.sran.net/archives/341 กลายเป็น http://sran.org/g4
ทำไมต้องทำ Link ก็เพราะต้องการสำรวจ robot ที่เข้ามาตรวจสอบและเก็บเกี่ยวข้อมูลของเรา
ก็เพราะระบบตรวจสอบบน short URL ของ sran.org จะทำให้ทราบถึงแหล่งที่มาของ robot ได้ ถ้าเป็นพวก Web Stats อาจจะไม่เห็น robot ที่เข้ามาเปิดเว็บไซต์เนื่องจาก fingerprint ของ robot มีความแตกต่างจากคนเปิดเว็บมาก

ภาพที่ 1 การสร้าง short URL ที่ http://sran.org



step 2 : ทำการโพสข้อความบน Twitter ไปตอน 10:38 น. ของวันที่ 30 ธันวาคม 2552

ภาพที่ 2 โพสข้อความบน Twitter ที่ account http://twitter.com/SRAN_Lihgt

น่าแปลกผมรอเป็น 10 นาที ข้อมูลบน short URL ที่ทำขึ้นคือ http://sran.org/g4 นั้นไม่ปรากฏ IP จากประเทศไทยคลิกเลย มีแต่ robot เข้ามาดู ก็คงสรุปได้ว่าถ้า account ใน twitter ไหนที่ไม่ดังมากการโพสข้อความลงไปบน twitter นั้นแทบไม่มีเกิดประโยชน์เลย คือ ไม่มีใครเห็นเราบ่นเลย มีแต่ bot ที่คอยเราอยู่ ดังนั้นการที่ใช้ twitter ในเชิงประชาสัมพันธ์แล้วนั้นผมว่าโอกาสมีน้อยมากครับ หรือเรียกได้ว่าอินเตอร์เน็ต โดนเฉพาะ Social Network เป็นเรื่องของความคิดและจินตนาการเสมือน "เราคิดว่าคนอื่นเห็นเรา แต่ในความเป็นจริงเรานั้นโดดเดี่ยว" เหมือนกับ blog ทุกวันนี้มีจำนวนบทความใน blog มากกว่าคนที่อ่าน blog เป็นต้น

step 3 : ดูใน Log ของระบบ short URL

พบข้อมูลดังนี้

คลิกที่รูปเพื่อดูภาพขยาย

ภาพที่ 3 ข้อมูล Log บนระบบ short URL sran.org

จาก Log พบว่า robot ที่วิ่งเร็วสุดและหาข้อความนี้เจอคือ robot จาก amazon.com IP 72.44.49.134 และ 174.129.58.57 ใช้เวลามาถึงเพียง 1 นาที หลังจากที่ข้อความนี้ได้ปรากฏขึ้นบน twitter คือเวลา 10:39 (โพสข้อความตอนเวลา 10:38) เพียง 1 นาทีก็พบว่ามี bot ที่เจอ Link ของเราและเจอข้อมูลของเราแล้ว ชังรวดเร็วมาก

รองลงมาคือ robot จาก google IP 66.249.68.197 ถ้าดูจากเวลาแล้ว robot จาก amazon , google และ microsoft ใช้เวลาเท่ากัน แต่ระบบ short URL ของ sran.org พบ amazon ก่อน แสดงว่าถึงเร็วกว่าเพียงเสี้ยววินาที

robot ที่มาถึงข้อความนี้บน twitter ได้ช้าที่สุดคือ THEPLANET.COM INTERNET SERVICES ใช้เวลา 3 นาทีในการค้นพบข้อความที่ผมได้โพสลง twitter ตอน 10:38 จากภาพที่ 2

สิ่งที่น่าสังเกตตามมาจากการทดลองในครั้งนี้พบว่า
Robot จาก amazon มีมากที่สุด โดยมีถึง 5 ตัว รองลงมาคือ google และ microsoft คืออย่างละ 2 ตัว

และที่น่าศึกษาคือ robot จาก Team Cymru IP 209.176.111.130 เป็น bot ที่น่าสนใจเนื่องจากทีมงาน Cymru ในวงการ IT Security แล้วเป็นทีมที่คอยเฝ้าระวังเกี่ยวกับ IP ที่เป็นบัญชีดำ (Blacklist) จึงใช้วิธีการส่ง robot ออกไปสำรวจข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ตเหมือนดังระบบ search engine ที่ทำการแล้ว เพื่อเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ทีมงานต่อไป ที่บอกน่าสนใจกับการกระทำของ Team Cymru ก็เพราะควรจะนำเทคนิคของทีมนี้ไปใช้ในหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศไทย โดยผมยินดีให้ข้อมูลเชิงลึกกว่านี้ ..


ข้อสรุปจากการทดลองครั้งนี้พบว่า ทุกครั้งที่เราโพสข้อความที่มี Link ของ URL ในโลกอินเตอร์เน็ตจะมี robot หรือ bot หรือบางทีอาจเรียกได้ว่าเป็นพวก crawler ที่วิ่งไปมาในโลกอินเตอร์เน็ตจะมาเก็บเกี่ยวข้อมูลจากเราทุกครั้งไป ทำให้ผมมั่นใจว่าในโลกอินเตอร์เน็ตนั้นไม่มีความเป็นส่วนตัวแน่นอนครับ
ในอนาคต robot มีจำนวนมากขึ้น ข้อความที่เราโพสกันในอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ โน็ตบุ๊ต หรือผ่านมือถือ ข้อความนั้นจะไม่เป็นความลับสำหรับ robot เหล่านี้ และไม่ช้า ข้อความของเราจะถูกค้นหาเจอจากระบบ search engine ตามลำดับ ดังนั้นโลกอินเตอร์เน็ตที่เต็มไปด้วยข้อมูลและเป็นแหล่งที่เราสะสมการกระทำในอดีต การกระทำของเราจะปรากฏให้เห็นต่อสาธารณะได้ในเวลาอันรวดเร็ว ถ้าคิดจะปิดกั้นไม่ให้เผยแพร่ แน่นอนเราต้องพึ่งบารมีของพี่กัน (USA) เพราะระบบ robot ที่ลงทุนสร้างพวกนี้ส่วนใหญ่แล้วมากจากอเมริกาทั้งนั้นเลย ลองสังเกตภาพที่ 3 ดูสิ จะพบว่ามาจากอังกฤษ และสวีเดน ที่เห็นหลุดมาจากภาพ เท่านั้นเอง นอกนั้นมาจากประเทศอเมริกาทั้งสิ้น

หลายคนอ่านจบอาจคิดว่า "เจอแล้วได้อะไรไม่เห็นมีความลับอะไร" ในวันนี้อาจจะพบว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากอินเตอร์เน็ตได้ถูกใช้กันมากขึ้นล่ะ จะยืนยันได้ว่าหากเรามี profiles เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานอินเตอร์เน็ตบน social network มากเท่าไหร่ ข้อมูลของเราก็จะถูกเปิดเผยได้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ผมขอยกสถิติการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่สำรวจขึ้นจาก internetworldstats มาให้ดู

ตอนนี้จำนวนคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตใน เดือนกันยายน ปี 2009 นั้นมีอยู่ประมาณ 1,733,993,741 คน

ในทวีปเอเชียมีการผู้ใช้อินเตอร์เน็ตสูงที่สุด อาจเป็นเพราะจีนมีประชาชนมากก็เลยสูงกว่าเพื่อน

ที่หยิบเอาสถิติมาให้ดูก็เพราะ ต้องการแสดงให้เห็นว่าการใช้งานอินเตอร์เน็ตมีอัตราที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดดเมื่อไหร่การใช้งานอินเตอร์เน็ตเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และการใช้งานการทำธุรกรรมต่างๆผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ทุกคนที่ใช้ไฟฟ้า ก็ได้ใช้อินเตอร์เน็ต ทุกคนที่ใช้มือถือรุ่นใหม่ก็ต้องออกใช้บริการอินเตอร์เน็ต ทุกคนที่ต้องการโทรศัพท์ทางไกลหรือใกล้ก็ต้องใช้อินเตอร์เน็ต และทั้งหมดหากใช้อินเตอร์เน็ตลองคิดดูว่า robot ที่ผมกล่าวมาจะมีส่วนสำคัญในการเก็บเกี่ยวข้อมูลของเราผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตมากขึ้นแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถิติต่างๆ การทำการตลาด ตลอดจนถึงความมั่นคง และเรื่องความมั่นคงนี้เองเป็นเรื่องที่ต้องมาหยิบยกให้ความสำคัญมากขึ้น

เรื่องความมั่นคงทางข้อมูลสารสนเทศ หากประเทศใครคิดได้ก่อน เริ่มทำก่อนก็จะได้เปรียบบนสมรภูมิรบแนวใหม่แห่งนี้ ฝากเป็นการบ้านสำหรับรัฐบาลไทยด้วยว่าเราจะส่งเสริมกันอย่างไรให้ประเทศของเราเติบโตแบบยืนด้วยลำแข้งของเราได้เอง และรู้ทันสถานการณ์บนโลกไซเบอร์ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ได้

สุดท้ายผมได้ทำ short URL ของ บทความนี้ไปที่ http://sran.org/g5 และกะว่าจะไม่โพสลง twitter ลองดูสิว่าจะมี bot หรือคนจะเข้ามาเจอ Link นี้ก่อนใคร

Nontawattana Saraman
30/12/52

ข้อมูลที่
บทความจาก SRAN : ใครอยากทำ short URL แล้วปลอดภัยเชิญทางนี้เกี่ยวข้อง
ข้อมูลเกี่ยวกับ Web Crawler
ข้อมูลสถิติการใช้งานอินเตอร์เน็ต

Friday, December 25

ฮีโร่ ที่โลกต้องการ

รู้สึกตัวเองโชคดีมากที่ได้รับชมรายการดีๆ ที่นำเสนอชีวิตคนธรรมดาๆ ที่มีวินัยในการทำความดี โดยการทำความดีแบบที่ไม่หวังผลตอบแทน ความดีที่หลายคนไม่ได้สนใจ แต่เขาเหล่านั้นมุ่งมั่นที่จะทำเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ถวายต่อพระเจ้าอยู่หัวของเรา ผมถือได้ว่าบุคคลที่จะกล่าวต่อไปนี้คือ"ฮีโร่" ที่โลกต้องการ
รายการแรกที่ประดับใจคือรายการ "ฅนค้นฅน" ของทีวีบูรพา ออกอากาศในวันที่ 22 ธันวาคม 2552 ชื่อตอนว่า "สารวัตรเรืองสิทธิ์ : นายตำรวจมือเปล่า" เรื่องย่อ
"ท่ามกลางข่าวคราวความไม่สงบ ณ ดินแดนปลายด้ามขวานที่เกิดขึ้นไม่เว้นแม้แต่ละวัน ทำให้ ข้าราชการและผู้คนในพื้นที่บางส่วน ตัดสินใจเลือกที่จะย้ายตัวเองออกนอกพื้นที่ แต่สำหรับพันตำรวจโทเรืองสิทธิ์ มากศรจิรโชติ นายตำรวจใกล้เกษียณท่านนี้ สมัครใจลงมาทำงานเพื่อพิสูจน์ความเชื่อของตัวเองที่สถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี แม้จะอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย นายตำรวจท่านนี้ก็ไม่เคยใส่เสื้อเกราะป้องกัน ไม่เคยพกอาวุธปืนที่ทันสมัย และไปไหนมาไหนด้วยใช้จักรยานสีฟ้าคู่ใจ สารวัตรท่านนี้พกเพียงรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเป็นอาวุธที่จะเข้าไป ช่วยเหลือ พบปะมวลชนสัมพันธ์ประหนึ่งเป็นงานหลักของตัวเอง ..." นี้เป็นบทคัดย่อจากรายการฅนค้นฅนในวันนั้น
ผมสนใจในวงจรชีวิตของนายตำรวจท่านนี้ ที่มียศตำแหน่งถึงขั้นที่สังคมเรียกว่าสารวัตร แต่ทำตัวเหมือนประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ถือตัวเลย แกตื่นนอนแต่เช้ามุ่งหน้าไปช่วยเหลือ เด็ก ๆ ข้ามถนนหน้าโรงเรียน เก็บขยะ ล้างห้องน้ำ อำนวยความสะดวกพ่อค้าแม่ค้าและผู้คนที่มา ซื้อขายสินค้าในตลาด จากนั้นก็ไปทำงานที่ห้องทำงานของท่านเต็มไปด้วยรูปพระเจ้าอยู่หัวและธงชาติไทย เมื่อเสร็จภาระกิจ ช่วงเย็นก็ไปพบปะประชาชนไปร่วมลำไทเก็ก ไปช่วยพ่อค้าแม่ค้าขายของและโบกรถจราจรในตลาดจนกลับบ้าน ช่วงค่ำแกนั่งทำน้ำยาล้างจานจนถึงดึก เช้าแกตื่นมาก็เริ่มกลับมาทำเหมือนเดิมคือ ช่วยเหลือเด็กๆ ข้ามถนนหน้าโรงเรียน เก็บขยะไปขาย ล้างห้องน้ำ อำนวยความสะดวกจราจรในส่วนที่เจ้าหน้าที่มีไม่พอ ผมได้นั่งดูด้วยความชื่มชม จากพฤติกรรมอันยิ่งใหญ่เหลือเกินสำหรับนายตำรวจที่ไม่ได้ถือยศอย่างนี้ 5 วันที่ทำงาน ส่วนวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ แกก็ยังนำของใช้ ที่ได้จากการขายของเก่าที่เก็บมาในวันทำงานช่วงเช้าได้เงินมาก็จัดซื้อของเพื่อไปแจกในวันหยุด นำของเหล่านั้นใส่ถุงแล้วใส่รถกระบะของตนไปกับแม่บ้านเดินทางไปให้ของในที่ห่างไกล เพื่อไปมอบของใช้ที่จำเป็นให้กับเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่อยู่ห่างไกล โดยไม่หวังค่าตอบแทน นี้ถือว่าเป็นซานตาครอสปัตตานีที่ส่งความสุขให้กับทุกคนโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ศาสนา บนความเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยลดอุณหภูมิความหวาดระแวง และความวิตกกังวลของคน และนี้แหละคือยุทธวิธีที่เอาชนะใจผู้คนในพื้นที่ด้วยการให้.. ด้วยความบริสิทธิ์ใจ และนี้อาจทำให้สันติสุขกลับคืนมาบนพื้นดินแห่งนี้ก็เป็นไปได้ เท่าที่ดูจากรายการนี้แล้วรู้สึกชื่นใจจริงๆครับ ครั้งแรกที่ดูก็คิดว่าแกคงเป็นนายตำรวจที่เพี้ยนคนหนึ่ง แต่เมื่อดูจนจบก็พบว่าสิ่งที่นายตำรวจคนนี้ทำเป็นสิ่งที่น่ายกย่องมาก เชื่อว่าไม่มีใครสอนแกหรือให้แกทำแบบนี้แต่แกทำด้วยความตั้งใจและความเสียสละจริงๆ สมกับนิยามสำนักงานตำรวจ ที่กล่าวว่า เพราะ "ตำรวจก็คือประชาชน ประชาชนก็คือตำรวจ" ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


อีกรายการคือรายการเจาะใจ ของวันที่ 24 ธันวาคม 2552

คุณยาย สุวัฒนา ขยายวงศ์ คุณยายท่านนี้อายุ 70 ปีแล้ว ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ลูกๆก็ทำงานอยู่ห่างไกล แต่ด้วยความจงรักภักดีต่อในหลวงได้ออกจากที่พักเดินทางเพื่อไปถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช ถวายจิตอธิฐานให้ท่านหายต่อพระการประชวร โดยทำอย่างงี้ทุกวัน ไม่ว่าแดดจะออกหรือฝนจะตก คุณยายก็ยังคงเส้นคงวาดำเนินชีวิตประจำวัน ด้วยทุกวันต้องไปถวายพระพรที่โรงพยาบาลศิริราช ระยะทางที่เดินเท้าออกจากที่พักเพื่อขึ้นรถเมลฟรี (ที่นานๆทีจะโผล่มาสักคัน) นั้นเป็นระยะนับ 10 กิโล การผจญภัยของคุณยายนั้นก็เต็มไปด้วยสีสัน ทุกย่างก้าวของคุณยายบนเส้นทางการเดินทาง ข้างทางต่างๆ คุณยายได้เก็บรายชื่อของผู้คนขายของข้างทางที่เดินมาเพื่อไปลงชื่อถวายพระพรแทนหากคนเหล่านั้นไม่มีเวลาที่จะไปคุณยายอาสา โดยการจดชื่อนามสกุลและไปลงถวายพระพรแทนให้ ตลอดระยะเวลาที่เดินทางได้ผ่านสะพานข้ามเหลือบมองไปเห็นเต่าอยู่คุณยายก็ไม่ได้ละทิ้งการให้ทาน คือการให้ ให้อาหารเต่าทุกครั้งที่เดินผ่านสะพานแห่งนี้ และอธิฐานว่าขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้มีอายุยืนยาวและหายต่อพระอาการประชวร พอมาถึงป้ายรอรถเมลที่ให้บริการฟรี เนื่องจากคุณยายไม่มีเงินติดตัวมากพอจึงต้องใช้เวลาในการรอรถเมลนั้นเป็นระยะนาน จนพิธีกรรายการเจาะใจ ทนไม่ได้เลยเรียกเท็กซี่แทน โดยกล่าวบอกกลับเท็กซี่ว่า ช่วยไปส่งคุณยายที่โรงพยาบาลศิริราชเพื่อไปลงนามถวายพระพรในหลวงด้วย แท็กซี่เองได้ยินคำกล่าวเหล่านั้นก็แสดงน้ำใจโดยไปส่งคุณยายโดยไม่คิดค่าโดยสารเลย หากวันนั้นคุณยายไม่ได้พิธีกรเจาะใจพาไปส่ง ผมคิดในใจว่าแกคงรอจนกว่ารถเมลฟรีจะมา ซึ่งอาจรอนานจนหมดเวลาที่จะถวายพระพรก็เป็นได้ พอถึงโรงพยาบาลคุณยายพร้อมใบรายชื่อที่มีคนฝากให้มาลงนามถวายพระพรก็ได้นั่งลงเขียนรายชื่อเหล่านั้นด้วยความพิถีพิถัน จากนั้นก็จะเดินรอบโรงพยาบาลอีก 9 รอบ และอธิฐานจิตให้พระองค์ท่านหายต่อพระอาการประชวร ระหว่างที่เดินรอบโรงพยาบาลก็จะมีกลุ่มคนร่วมกันเดินเป็นเพื่อนคุณยาย ผมเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้แล้วรู้สึกประทับใจ ว่าการทำแบบนี้คงไม่มีใครบอกใครสั่งให้ทำ แต่คนเหล่านั้นทำด้วยความจริงใจ และไม่ได้มีการนัดหมายกันอาจจะเห็นคุณยายทำแบบนี้ทุกวัน ๆ ก็ร่วมเดินทางพร้อมคุณยาย คิดแล้วนึกถึงเรื่อง Forrest Gump หรือถ้าเป็นคนไทยก็นึกถึง "ลุง500" ที่รายการฅนค้นฅนเคยนำเสนอ ขึ้นมาทันที ในหนังเรื่อง Forrest Gump ตอนที่พระเอกได้วิ่งรอบประเทศอเมริกา จากคนเดียวที่วิ่ง ก็มีคนขอร่วมเดินทางวิ่งเป็นเพื่อน ส่วนลุง 500 นั้นก็ได้มีผู้ได้แรงบันดาลใจจากลุงได้หิ้วเป้ขับมอเตอร์ไซด์ ตะลุยไปทั่วไทย แบบค่ำไหนนอนนั้น ตามแบบอย่างลุงจนปรากฏให้เห็นในเว็บไซต์ต่างๆ ที่เราค้นหาคำว่า ลุง500 ( ททท. ควรติดต่อแกไปเป็นพรีเซ็นเตอร์นะ )

ปรากฏการณ์เช่นนี้ผู้นำที่ทำการใดการหนึ่งนั้นต้องมีจิตใจที่บริสุทธิ์และมีความศรัทธาในการทำในสิ่งที่ไม่ต้องการให้คนอื่นหรือผู้ใดนั้นล่วงรู้ถึงสิ่งที่ตนทำ ไม่ต้องการความดัง ไม่ต้องการชื่อเสียง ไม่ต้องการทรัพย์สินแต่ทำด้วยจิตศรัทธาแล้วนั้นจะเกิดปรากฏการ์ณแบบนี้ให้เห็นกันได้

จากที่ดูคุณยายวัย 70 กับการเดินทางไปถวายพระพรตอนทุกวันนั้น พบว่าทำไมคนแก่อายุเท่านี้ แถมไม่มีเงินทองพอในสายตัวคนทั่วไป วันหนึ่งๆ ของคุณยายถึงแม้จะเป็นการกระทำที่เดิมๆ และซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยดูจากสีหน้าคุณยายแววตาคุณยายแล้วไม่พบแม้อาการเหนิดเหนื่อย แม้อาการป่วยที่มีอยู่บ้างแต่เมื่อนึกแล้วเป็นหน้าที่ต้องไปถวายพระพรก็หายจากอาการป่วยอย่างน่าเหลือเชื่อ ดังนั้นการกระทำของคุณยายคนนี้ เต็มไปด้วยคุณค่า โดยมีแรงศรัทธาในสิ่งที่ทำเพื่อให้พระเจ้าอยู่หัวของเรานั้นปลอดภัยและมีความสุข ทำเป็นแรงบันดาลใจของกลุ่มคนรุ่นลูกรุ่นหลานที่เดินรอบโรงพยาบาลนั้นด้วยกระมั่ง ผมคิดแล้วรู้สึกชื่นชม ที่เห็นปรากฏการณ์นี้แก่คนไทยกลุ่มหนึ่งโดยไม่แบ่งแยกถึงความขัดแย้งด้านความคิด (สีเสื้อ) ความมีวินัยในการใช้ชีวิตที่เป็นวงจรแห่งการกระทำดีแบบต่อเนื่องเช่นนี้เองทำให้คุณยายมีความสุข และคนรอบข้างที่เห็นก็มีความสุขเช่นกัน

อีกหนึ่งท่านเป็นแม่ค้าขายดอกไม้ที่ปากคลองตลาด พี่อี๊ด จันทนา บุญยเกียรติ ที่จัดดอกไม้บริเวณห้องลงนามถวายพระพรให้ทุกวัน ทำมาตั้งแต่ปี 2549 ทำให้ทุกครั้งที่มีเชื้อพระวงศ์ประชวรและประทับรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ศิริราช ซึ่งในการจัดจะจัดเป็นพานดอกบัว รวมทั้งหมด 11 พาน พานละ 35 ดอก รวมใช้ดอกบัวทั้งหมด 385 ดอก ต้องใช้คน 11 คนขนไปคนละพานเพราะมีน้ำหนักมาก โดยขึ้นรถตุ๊กๆไปประมาณ 4 คัน เริ่มจัดดอกไม้ที่ปากคลองตลาดตั้งแต่ตีสี่เพื่อให้ไปถึงหน้างานเวลาตีห้า เพราะอยากให้ทันคนที่มาลงนามได้เห็นและได้รู้สึกสดชื่นและไม่อยากให้ใครเห็น ว่าตนเองเป็นคนจัด ที่ผมได้ดูจากรายการและเรียบเรียงเหตุการณ์ก็พบว่าพี่อี๊ดความตั้งใจทำ บนความรู้ความสามารถในการจัดดอกไม้เพื่อถวายต่อในหลวงที่โรงพยาบาล พยายามไปรอเจ้าหน้าที่พระราชสำนักเพื่อขออนุญาตนำถวายจนได้ทำขึ้นในปี 2549 โดยไม่ได้คิดค่าตอบแทนใดๆ ผมมาสังเกตเห็นประโยคที่น่ารักของพี่อี๊ดหลุดมาว่า เมื่อเห็นดอกไม้ที่ตนเองจัดในทีวี พ่อแม่ก็เห็นบอกว่าพ่อ แม่ว่าลูกทำสำเร็จแล้ว ทั้งๆทีคนอื่นเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่อี๊ดเป็นคนจัดดอกไม้ชุดนั้น พ่อ แม่ พี่อี๊ดเห็นก็มีความสุข พี่อี๊ดก็มีความสุข ความสุขนั้นอยู่ในใจ ไม่สามารถซื้อหาได้จากทรัพย์สินได้เลย

ทั้งคุณยายและพี่อี๊ด 2 คนนี้แม้อายุต่างกันคนละอาชีพ คนละสถานที่ ไม่เคยรู้จักกันแต่มีจิตใจความมุ่งมั่นที่เหมือนกัน จิตอธิฐานที่เหมือนกัน แต่คนละมุมในการกระทำ ทำให้คนที่ได้พบและทราบเหตุการณ์ภายหลังอย่างเช่นผม ได้รู้สึกชื่มชม และมีความสุข แบบบอกไม่ถูก และที่สำคัญคือผมได้รับรู้เรื่องราวนี้จากสื่อ ผ่านทีวี และหลังจากดูทีวีก็ค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ก็พบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่กล่าวถึงเรื่องที่ผมได้บรรยายขึ้นพอสมควร ถึงแม้จะเป็นเพียงบุคคลเล็กๆในสังคม แต่เมื่อสื่อ ได้มีโอกาสนำเสนอ ให้คนทั่วไปอย่างเราได้รับรู้ นั้นหมายความความดีที่คนเหล่านี้ได้ทำนั้นไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีใครมองเห็น แต่เพราะการสื่อสารที่รวดเร็วทันไวทำให้ คนทำดีก็สามารถรับความดีในชั่วชีวิตที่เขายังมีลมหายใจอยู่ได้ เฉกเช่น คุณป้าซูซาน บอยล์ ที่เคยสร้างปาฏิหารณ์บน youtube ที่ทำให้ความฝันของคนอายุเกือบ 50 ที่ต้องการเป็นนักร้องได้สำเร็จ และเสียงร้องเพลงที่เธอได้ตั้งใจได้ทำให้หัวใจคนฟังพองโตด้วยความสุข เราจะไม่มีโอกาสที่ได้รับรู้และรับทราบเรื่องราวเหล่านี้ได้เลยแม้แต่น้อยหากไม่มีการสื่อสาร ดังนั้นการทำดีในโลกยุคใหม่ ไม่ต้องรอนานเหมือนกาลิเลโอ ที่สมัยนั้นกว่าจะรู้้ความจริงว่าคิดถูกนั้นได้เสียชีวิตลงไปแล้ว

** ก็ต้องขอให้สื่อทีวีและเว็บไซต์ในประเทศไทยก็ช่วยรณงค์ให้เสนอเรื่องราวประเภทการกระทำความดี ที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน (ทำบุญปิดทองหลังพระ) โดยเอาวิถีชีวิตของคนธรรมดา ที่คิดดีทำดีออกสู่สายตามวลชนให้รับรู้มากขึ้น (ลดพื้นที่การนำเสนอข่าวการเมืองให้น้อยลงกว่านี้) เท่านี้สังคมจะมีความเข้มแข็งและมีแรงบันดาลใจในการทำความดีมากขึ้น

ทั้งหมดนี้ 3 ท่านที่ได้กล่าวมาถือว่าเป็นจุดเล็กๆ ของสังคม ที่เขาเหล่านั้นได้ปฏิบัติตนในหน้าที่ อันที่ตนอย่างมีวินัย เพื่อหวังให้ผู้อื่นได้รับความสุข และที่เหมือนกันทั้ง 3 คนนี้คือการให้ (ทาน) ทานที่เกิดจากเจตนาดี โดยทำอย่างต่อเนื่องเป็นกิจวัตเป็นประจำอย่างมีวินัย หรือเป็นนิจศิล และไม่หวังผลตอบแทนเพื่อจะให้ตนเองมีชื่อเสียงหรือร่ำรวยจากผลของการกระทำของตนเองได้

การประพฤติแบบที่เป็นวัฐจักรเช่นนี้ โดยมีพลังแห่งคุณงามความดี ที่เกิดจากความบริสุทธิ์ใจแบบนี้จะสร้างความสุขแก่ตนเอง และผู้อื่นที่อยู่รอบข้างของเราได้ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนจำนวนไม่น้อยได้หันกลับมาคิดถึงการทำความดี ไม่หวังผลตอบแทน มากขึ้น

คำว่าฮีโร่ ที่ผมกล่าวถึง คือการทำความดีที่ไม่ต้องการให้ผู้อื่นทราบ หรือทำบุญปิดทองหลังพระนั้นเอง ความดีที่ไม่ต้องให้ผู้อื่นรู้ คือของขวัญปีใหม่สำหรับทุกคนที่ต้องสร้างขึ้นเป็นจิตสำนึกใหม่ เพื่อสร้างสังคมของเราได้เข้มแข็งขึ้น ได้เริ่มต้นในวันใหม่ปีใหม่ที่จะใกล้เข้ามาถึงนี้


สวัสดีปีใหม่ครับ

รูปประกอบจาก www.tvburabha.com และ รูปธงชาติจาก http://thanin.multiply.com/

Nontawattana Saraman
25/12/52 edit 1
26/12/52 edit 2

Web Identity